การออกเสียงประชามติ
การออกเสียงประชามติ หรือการลงประชามติ คือการนำร่างกฎหมาย ร่างรัฐธรรมนูญและนโยบายที่สำคัญของประเทศ ไปผ่านการตัดสินเพื่อแสดงความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ โดยประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย นับเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมใน การตัดสินใจ ต่อแนวทางการปกครองประเทศ และถือเป็นประชาธิปไตยโดยทางตรงแบบหนึ่ง ซึ่งประชาชนมีส่วนมีเสียงโดยตรงในการบริหารราชการแผ่นดิน
หลักสำคัญของการออกเสียงประชามติ
1. เรื่องที่จัดทำประชามติต้องมีความสำคัญและผลกระทบต่อประโยชน์ได้เสียของประเทศชาติและประชาชน โดยไม่เกี่ยวกับตัวบุคคล
2. ข้อความที่จะขอความเห็นต้องชัดเจนเพียงพอที่จะทำให้ผู้มีสิทธิออกเสียงสามารถตัดสินใจว่าจะเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบในเรื่องนั้นๆ ได้
3. ต้องเปิดโอกาสให้ผู้เห็นชอบและไม่เห็นชอบในเรื่องที่จะจัดทำประชามติได้แสดงความคิดเห็นอย่างเท่าเทียมกัน
4. ต้องจัดให้มีการลงคะแนนออกเสียงประชามติโดยอิสระ
พระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2564 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม) ได้บัญญัติ กรณีต่างๆ ที่สามารถทำประชามติได้ดังนี้
(1) การออกเสียงเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญตามที่มีบทบัญญัติกำหนดไว้ ในรัฐธรรมนูญ (ม.256)
(2) การออกเสียงกรณีเมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นว่ามีเหตุอันสมควร
(3) การออกเสียงตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องมีการออกเสียง
(4) การออกเสียงในกรณีที่รัฐสภาได้พิจารณาและมีมติเห็นว่าเป็นเรื่องที่มีเหตุสมควร ที่จะให้มีการออกเสียงและได้แจ้งเรื่องให้คณะรัฐมนตรีดำเนินการ
(5) การออกเสียงกรณีประชาชนเข้าชื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อให้ความเห็นชอบ ในการออกเสียง ตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด
การออกเสียงในเรื่องที่มีผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามที่รัฐธรรมนูญได้รับรองไว้จะกระทำมิได้
การออกเสียงประชามติเป็นหน้าที่ของใคร
เป็นหน้าที่ของปวงชนชาวไทย ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1 ) พ.ศ.2564 มาตรา 50 (7) ได้บัญญัติว่าหน้าที่ของปวงชนชาวไทยคือ “ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง หรือลงประชามติอย่างอิสระ โดยคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมของประเทศเป็นสำคัญ”
การออกเสียงประชามติจะถือว่าเป็นข้อยุติ
การออกเสียงที่จะถือว่ามีข้อยุติในเรื่องจัดทำประชามติให้ใช้เสียงข้างมากของผู้มา ออกเสียงโดยคะแนนต้องสูงกว่าคะแนนเสียงไม่แสดงความคิดเห็นในเรื่องที่จัดทำประชามตินั้น ใครเป็นผู้กำหนดวันออกเสียงประชามติ
ในกรณีที่จะต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติ เมื่อประธานรัฐสภาแจ้งให้นายกรัฐมนตรีทราบหรือคณะรัฐมนตรีมีมติให้มีการออกเสียงประชามติแล้วแต่กรณี ให้นายกรัฐมนตรีหารือร่วมกันคณะกรรมการการเลือกตั้ง กำหนดวันออกเสียงประชามติซึ่งต้องไม่เร็วกว่า 90 วัน และไม่ช้ากว่า 120 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับแจ้งจากประธานรัฐสภาหรือวันที่คณะรัฐมนตรีมีมติ แล้วประกาศในราชกิจจานุเบกษา ทั้งนี้หากพิจารณาเห็นว่า วันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ เป็นการเลือกตั้งทั่วไป หรือวันเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น เนื่องจากดำรงตำแหน่งครบวาระแล้วแต่กรณี อยู่ในช่วงเวลาใกล้เคียงกันอาจกำหนดให้วันออกเสียงเป็นวันเดียวกับวันเลือกตั้งก็ได้ แต่ต้องไม่เร็วกว่า 60 วันและไม่ช้ากว่า 150 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากประธานรัฐสภาหรือวันที่ ครม.มีมติ
วิธีการกำหนดหน่วยออกเสียงประชามติ
หน่วยออกเสียงและที่ออกเสียง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขที่ กกต. กำหนดหากพื้นที่ใดมีการเลือกตั้ง สส. ใหม่ เป็นการเลือกตั้งทั่วไป หรือมีการเลือกตั้ง สถ. หรือ ผถ. เนื่องจาก ดำรงตำแหน่งครบวาระแล้วแต่กรณี ในวันเดียวกันกับการออกเสียง ให้ถือว่าหน่วยเลือกตั้งและที่เลือกตั้งของการเลือกตั้งนั้น เป็นหน่วยออกเสียงและที่ออกเสียงในพื้นที่ดังกล่าว
คุณสมบัติผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ
1. มีสัญชาติไทย ถ้าเป็นผู้มีสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติต้องได้สัญชาติไทยมาแล้ว ไม่น้อยกว่า 5 ปี
2. มีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีในวันออกเสียง
3. มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตออกเสียงมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 90 วันนับถึง วันออกเสียง
บุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิออกเสียง
1. เป็นภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช
2. อยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งไม่ว่าคดีนั้นจะถึงที่สุดแล้วหรือไม่
3. ต้องคุมขังอยู่โดยหมายของศาลหรือโดยคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย
4. วิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.ect.go.th/ect_th/th/db_119_ect_th_6/2962